Greyhound สุดแสนเสียดายที่ไม่มีโอกาสได้ดูบนจอภาพยนตร์

Greyhound

Greyhound

Greyhound นับ เป็นเรื่อง ที่ 2 ที่ ทอม แฮงค์ ส รับบท เป็น นายทหาร ในสงครามโลกครั้งที่ 2 ต่อจาก Saving

Private Ryan (1997) และก็เกิดเรื่อง ที่ 2 ที่เขาเล่นบทเป็น กัปตั๋นเรือ ต่อจาก Captain Phillips(2013) ถึง

แม้ว่า หนังจะ เล่า สถานะการณ์ ในสงครามโลกครั้งที่ 2 แม้กระนั้น สำหรับ Greyhound นั้น เพียงแต่อิงเรื่องราว

จาก เรื่องจริงแม้กระนั้น บุคคลต่างๆ ใน เรื่องรวมทั้งเรือรบ Greyhound ก็ถูกสมมุติขึ้น เพราะ หนัง ปรับเปลี่ยน

มาจากนิยาย The Good Sheperd ของซี. เอส. ฟอเรสเตอร์ ที่เขียนไว้ตั้งแต่ปี 1955 นู่น แต่ว่าที่ น่าดึงดูดก็คือ

ประเด็นนี้ ทอม แฮงค์ ส รับหน้าที่ ดแปลงแก้ไข นิยาย เป็น บทภาพยนตร์ ด้วยตัวเอง นับ เป็น หนัง ยาว เรื่อง ที่

3 ที่ เป็นฝี มือ เขียน บทของเขา ต่อจาก Larry Crowne (2011) รวมทั้ง That Thing YouDo (1996) นับเกิด

เรื่อง ที่ น่าชม ขอรับ สำหรับดาราหนัง ที่อยู่ ในแวดวงมานาน แล้ว สั่งสม ความรู้ความเข้าใจ ในด้านต่างๆ มา

พิสูจน์ ให้มีความเห็นว่า เขา ไม่ได้ มีดี เพียงแค่ ความสามารถ การแสดง แค่นั้น

ทอม แฮงค์ส ในบท กัปตันเออร์เนสต์ เคราส์

>>> ดูหนังออนไลน์ฟรี <<<

แม้ว่าเรา ๆ ต่างก็ดูหนังสงครามโลกครั้งที่ 2 กันมาหลายสิบเรื่องแล้ว ล่าสุดก็เพิ่งได้ดู Midway กันไป แต่

สำหรับ Greyhound ก็เลือกแง่มุมที่แตกต่างจากหนังสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่เคยผ่านตากันมา เพราะเลือกเล่า

เรื่องจากมุมมองของกัปตันเรือพิฆาต ที่ได้รับมอบหมายให้คุ้มกันเรือขนส่งสินค้าจากอเมริกาไปอังกฤษ เป็นแง่

มุมแปลกใหม่ที่ผมเชื่อว่าหลายคนน่าจะไม่รู้ว่ามีภารกิจแบบนี้ดำเนินอยู่ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ด้วย แต่ละ

เที่ยวกองเรือพิฆาตเหล่านี้ต้องทำหน้าที่คุ้มครองเรือพาณิชย์ครั้งละหลายสิบลำ

ความสนุกเและเข้มข้นของหนังอยู่ในช่วงเวลา 48 ชั่วโมง ที่กองเรือพิฆาตนี้ต้องทำหน้าที่บอดี้การ์ดให้เรือ

พาณิชย์ระหว่างที่ลอยลำข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก เพราะตอนที่ออกจากฝั่งอเมริกานั้นจะมีกองบินคุ้มกันบิน

มาส่ง แต่ฝูงบินก็บินห่างจากชายฝั่งได้ในระยะจำกัด ความมันส์มันเริ่มจากนาทีที่นักบินวิทยุมาบอกกัปตันเอ

อร์เนสต์ เคราส์ ว่า “ผมมาส่งได้แค่นี้นะ ขอให้เดินทางโดยปลอดภัย”

กัปตัน เออร์เนสต์ เคราส์ รับหน้าที่กัปตันเรือครั้งแรกก็ได้รับภารกิจสุดท้าทายเลย เขารับหน้าที่กัปตันประจำเรือ

พิฆาต เกรย์ฮาวนด์ เป็นจ่าฝูงของกองเรือคุ้มกันที่ประกอบไปด้วยเรือพิฆาต แฮร์รี และ อีเกิล จากกองทัพเรือ

อังกฤษ และ ดิคกี เรือพิฆาตสัญชาตแคนาเดียน ทั้งหมดร่วมกันคุ้มกันเรือสินค้าไปส่งจนถึงท่าเรือลิเวอร์พูล

ประเทศอังกฤษ พอฝูงบินคุ้มกันคล้อยหลังไปไม่นาน เขาก็ต้องเผชิญหน้ากับ ฝูงเรือดำน้ำของเยอรมันที่ซุ่ม

โจมตีอยู่แล้ว ชื่อกองเรือว่า “หมาป่าสีเทา” เออร์เนสต์ เคราส์ ต้องบัญชาการทั้งเรือเกรย์ฮาวนด์ และเรืออื่นภาย

ใต้บัญชาการเป็นเวลา 48 ชั่วโมง จนกว่าจะใกล้ชายฝั่งอังกฤษที่จะมีฝูงบินคุ้มกันจากอังกฤษมาต้อนรับ

ความแตกต่างของ Greyhound ก็คือเราเคยเห็นแต่หนังสงครามโลกครั้งที่ 2 บนบก แต่ไม่เคยเห็นหนังที่เล่า

การสู้รบในท้องทะเลกันจริงจังแบบนี้มาก่อน แล้วสำคัญที่หนังได้ อารอน ชไนเดอร์ ผู้กำกับมือใหม่ที่เคยผ่าน

งานกำกับหนังมาแค่เรื่องเดียว Get Low (2009) แต่บทบาทจริงของเขาก็คือช่างถ่ายภาพยนตร์ ทำให้

Greyhound เป็นหนังสงครามที่ให้ความสำคัญกับงานภาพอย่างมาก เราได้เห็นภาพที่แปลกตาและน่าตื่นตาตื่น

ใจ ได้เห็นความยิ่งใหญ่ของเรือพิฆาตที่พุ่งฝ่าคลื่น ได้เห็นภาพท้องทะเลจากมุมสูงขณะเรือรบกำลังโรมรันพันตู

กัน ที่ประทับใจมากคือฉากเรือเกรย์ฮาวนด์หักหลบแบบฉิวเฉียดกับเรือโดยสารขนาดมหึมา หรือฉากกระหน่ำยิง

แบบเผาขนกับเรือดำน้ำเยอรมัน บอกได้เลยว่านี่คือหนังที่ใช้ทุนสร้างเพียง 50 ล้านเหรียญแต่ให้ผลลัพธ์ทาง

ด้านภาพได้คุ้มค่ามาก นั่งดูไปก็นึกเสียดายไปที่ไม่มีโอกาสได้ดูหนังเรื่องนี้บนจอใหญ่ เชื่อแน่ว่าจะได้รับความ

สนุกกว่าการดูบนจอทีวีหลายเท่าตัวนัก

อีกแง่มุมที่แตกต่างจากหนังสงครามโลกที่เคยผ่านตามา คือการเล่าเรื่องผ่านตัวกัปตันเออร์เนสต์ เคราส์ หนัง

แสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบอย่างใหญ่หลวงของหน้าที่กัปตันเรือ เขาเป็นทั้งมันสมอง หัวใจของเรือทั้งลำ

ทุกคำสั่ง ทุกการตัดสินใจต้องผ่านความเห็นชอบจากเขาเพียงคนเดียว แม้จะเป็นหนังสงคราม แต่ด้วยบทบาท

ของกัปตันเรือที่ออกคำสั่ง และรับรายงานจากลูกเรือทุกตำแหน่งอยู่ตลอดเวลา Greyhound จึงเป็นหนังที่มีบท

พูดและซับไตเติลขึ้นตลอดเวลาแทบไม่เว้นว่าง ทำให้ดูแล้วรู้สึกเห็นใจกับภาระของกัปตันเออร์เนสต์อย่างมาก

ต้องรับโทรศัพท์จากเรืออื่น รับข้อมูลจากต้นหน ต้นกล จากพนักงานสื่อสาร บลา บลา บลา บางทีก็ 2 เรื่อง 3

เรื่องมาพร้อม ๆ กัน แม้เรื่องนี้ไม่ใช่งานยากสำหรับทอม แฮงค์ส ที่รับมาทุกบทบาทแล้ว แต่ความสามารถของ

นักแสดง 2 ออสการ์ที่เล่นน้อยได้มากนี้ ก็ทำให้เราเข้าถึงความรู้สึกกดดันของกัปตันเออร์เนสต์ เคราส์ ได้ผ่าน

การแสดงออกทางสีหน้าสายตาของทอม ที่ครุ่นคิด สมองทำงานอยู่ตลอดเวลา ทอมยังแสดงให้คนดูเห็นถึง

ความอ่อนล้า ที่ค่อย ๆ มากขึ้นตามลำดับ ตลอดเวลา 48 ชั่วโมงที่เขาทำหน้าที่โดยไม่ได้พักผ่อน ลูกน้องแต่ละ

กะจะมาบอกลากัปตัน “หมดกะผมแล้วครับ” แต่กัปตันไม่มีใครสามารถมาทำหน้าที่แทนเขาได้เลย

เรืออูเยอรมัน ตัวร้ายของเรื่อง

พูดได้ว่า Greyhound เป็นหนังที่ใช้งาน ทอม แฮงค์ส ได้คุ้มค่า ซึ่งตัวเขาเองก็ทุ่มเทตั้งใจอย่างเห็นได้ชัด

เพราะหนังเรื่องนี้ก็พะยี่ห้อ Playtone บริษัทสร้างหนังของทอมเองด้วย เป็นหนังที่เน้นขายชื่อ ทอม แฮงค์ส คน

เดียวกันชัด ๆ ไปเลย แม้ว่าหนังจะใช้นักแสดงจำนวนมาก แต่ทุกคนก็ล้วนเป็นลูกเรือใต้บังคับบัญชา ซึ่งบทบาท

แต่ละคนก็เท่าเทียมกันไปหมด จำชื่อจำหน้าใครไม่ได้ก็ไม่มีผลกระทบกับอรรถรสของหนัง แต่ก็มีอยู่รายหนึ่งที่

บทหนังของทอม แฮงค์ส ฉลาดที่สอดแทรกตัวละครนี้เข้ามาแบบเนียน ๆ แล้วใช้ประโยชน์ในการสร้างอารมณ์

สะเทือนใจได้สำเร็จ แม้จะไม่ถึงกับเรียกน้ำตาได้แต่ก็ทำให้หนังมีช่วงดราม่าแทรกเข้ามาเป็นอีกรสชาติหนึ่ง

บทที่รองจากทอม แฮงค์ส ก็มีอีกเพียงคนเดียวคือ สตีเฟน เกรแฮม ตัวร้ายตลอดกาลที่มักจะรับบทเป็นมาเฟีย

พอมาเรื่องนี้รับบทเป็น ชาร์ลี โคล ต้นหนเรือ ก็เลยชวนให้กังวลพอควรว่าการที่ฝ่ายแคสติงเลือก สตีเฟน มารับ

บทนี้จะมีอะไรแอบแฝงมั้ย ดูไปลุ้นไปว่าต้นหนเรือจะพลิกบทบาทมาร้ายตอนไหนไหม ต้องย้ำว่านี่คือหนังทหาร

หนังสงคราม แต่ผู้สร้างกลัวจะแห้งแล้งไป ก็เลยสอดแทรก อลิซาเบ็ธ ซู เข้ามาหน่อยนึง ในบทบาทคนรักของ

กัปตันเออร์เนสต์ เคราส์ ที่แทบจะเรียกได้ว่าบทรับเชิญเลย แต่ก็ได้เครดิตไปเป็นชื่อแรก ๆ ด้วย

มีประทับใจหลายจุดครับ เพราะดูโดยไม่ได้คาดหวังอะไรมากนัก แต่ก็เจออะไรที่น่าประทับใจมากมาย อีกจุดที่

ชอบคือบรรยากาศรวมของหนังที่องค์ประกอบหลาย ๆ ส่วน ทั้งงานภาพงานเสียงทำงานร่วมกันได้ผลลัพธ์ออก

มาเป็นบรรยากาศมวลรวมที่ดึงคนดูอินไปกับเหตุการณ์ได้ง่าย โทนสีภาพซีดมาก แทบเป็นสีเทาทั้งเรื่องเลย

ตลอดทั้งเรื่องไม่มีแสงแดดให้เห็น บวกกับเสียงประกอบ ที่ไม่ขอใช้คำว่าดนตรีประกอบนะ เพราะเป็นซาวนด์

เอฟเฟกต์เสียงแปลก ๆ เหมือนหวูดดังโหยหวนตลอดทั้งเรื่อง แปลกก็จริง แต่ก็เข้ากับบรรยากาศวังเงของเรื่อง

ที่เกรย์ฮาวนด์ต้องแบกรับชะตากรรมของตัวเอง และเรือในอารักขาอีกมาก แล้วไม่รู้ว่าแต่ละนาทีที่ผ่านไป เขาจะ

ต้องเจอกับอะไรอีกบ้าง

การที่หนังคุมโทนภาพให้ออกมาทึม ๆ ซีด ๆ เหมือนอยู่ในหมอกตลอดเวลา ก็มีผลดีกับการทำภาพ CGI คือใคร

ดูก็รู้ล่ะว่า Greyhound เป็นหนังที่ต้องใช้ CGI สร้างภาพทั้งเรือพิฆาตและเรืออูอย่างมากเลยล่ะ แต่งานภาพที่

ออกมามืด ๆ ทึม ๆ ก็เลยทำให้งาน CGI ดูเนียน ๆ ไปได้ ถ้ามีแผลก็ไม่เห็นชัดเหมือนอย่างหนัง Midway ที่สว่าง

โร่แทบทั้้งเรื่อง เรื่องนั้นก็เลยโดนตำหนิในเรื่องงาน CGI ไปเสียเยอะ ทั้งที่ใช้ทุนสร้างกว่าเรื่องนี้เป็นเท่าตัว

เรืออูของเยอรมันในฐานะตัวร้ายของเรื่อง ก็เป็นตัวร้ายที่มีพิษสงพอควร ทั้งที่ตลอดเรื่องหนังเล่าผ่านมุมมอง

ของเกรย์ฮาวนด์แค่ฝ่ายเดียว แต่เมื่อคู่ต่อสู้เป็นเรือดำน้ำก็เลยเป็นตัวร้ายที่ลึกลับ น่ากลัว และมีส่วนช่วยทำให้

หนังดูมีความระทึกขวัญออกแนวทริลเลอร์ได้ เพราะเป็นศัตรูที่มองไม่เห็น ไม่รู้จะโผล่มาในทิศทางไหน และที่

สำคัญคือไม่รู้จำนวน ปราบไปได้ทีละลำ ก็ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะหมดจะมีโผล่มาใหม่อีกกี่ลำ แถมยังมีการใช้สงคราม

ประสาทกดดันกับฝ่ายพันธมิตร เป็นเทคนิคข่มขวัญที่ไม่เคยเห็นในหนังสงครามโลกครั้งที่ 2 เรื่องไหน เมื่อฝ่าย

เยอรมันวิทยุเข้ามากดดันเรื่อย ๆ “กูจะฆ่าพวกมึงให้หมด พวกมึงจะต้องตายหมดในวันนี้”

พร้อมสตรีมมิงให้ชมแล้ววันนี้ทาง Apple TV แต่ถ้ามีค่ายไหนซื้อมาฉายโรงได้ นี่คือหนังที่สมควรดูบนจอใหญ่

ในโรงภาพยนตร์อย่างมาก ขนาดว่าดูจอเล็กยังสนุกขนาดนี้ ถ้าได้ดูจอใหญ่ โดยเฉพาะฉากกราดยิงแลกกระสุน

กันนี่ จะต้องเพิ่มระดับความมันส์ขึ้นอีกหลายเท่า ถูกใจคนชอบหนังสงครามแน่นอน ปูความแค่ไม่กี่นาที ก็ซัดกัน

ยาว ๆ เลย ฉากรบอัดแน่นทั้งที่หนังค่อนข้างสั้นมาก ถ้าไม่นับเครดิตท้ายเรื่องแล้ว หนังยาวไม่ถึง 90 นาทีเลย

บอกเลยว่านี่คือหนังที่โดนผลกระทบจากโควิด-19 แล้วต้องมาลงจอเล็กได้อย่างน่าเสียดายมาก ไม่ควรพลาด

ด้วยประการทั้งปวง

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *