น้ำมันดิบ ร่วงลดลงต่อเนื่อง เร่งรัฐปรับโครงสร้างราคาน้ำมัน

เมื่อต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ราคา น้ำมันดิบ ในตลาดโลกได้ปรับลดลงมากสุดในรอบ 29 ปี

น้ำมันดิบ
น้ำมันดิบ

 นับตั้งแต่เกิดสงครามอ่าว (gulf war) จากเหตุผลสำคัญ 2 ประการ คือ กลุ่มประเทศผู้ผลิตน้ำมันได้หันกลับมาเดินหน้าเพิ่มปริมาณการผลิตและเปิดฉากสงครามราคาน้ำมันกันอีกครั้ง นำโดย ซาอุดีอาระเบีย ที่ประกาศลดราคาขายน้ำมันดิบและเดินหน้าปรับเพิ่มกำลังการผลิตขึ้นสูงกว่าระดับ 10 ล้านบาร์เรลต่อวัน ขณะที่รัสเซียก็คาดว่าจะมีการเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันขึ้นเช่นกัน พร้อมกับสถานการณ์สงครามราคาน้ำมัน โลกก็เกิดการระบาดของไวรัสโควิด-19 ส่งผลกดดันต่อเศรษฐกิจโลกและความต้องการใช้น้ำมันลดลงอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากโลกแทบจะหยุดการเดินทางโดยสิ้นเชิง

ราคาน้ำมันดิบล่าสุด ณ วันที่ 7 พฤษภาคม ปรากฏน้ำมันดิบเวสต์เทกซัสตกลงมาอยู่ที่ระดับ 23.55 เหรียญ/บาร์เรล (-0.44), น้ำมันดิบเบรนต์อยู่ที่ 29.46 เหรียญ/บาร์เรล (-0.26) และน้ำมันดิบดูไบอยู่ที่ 26.96 เหรียญ/บาร์เรล การปรับตัวที่ลดลงเป็นผลมาจากคาดการณ์ (บริษัท Rystad Energy) ความต้องการใช้น้ำมันในปี 2563 จะปรับตัวลดลงร้อยละ 10.9 หรือจาก 99.5 ล้านบาร์เรล/วัน ในปี 2562 ลดลงมาสู่ระดับ 88.7 ล้านบาร์เรล/วัน ในปี 2563 และยังคาดการณ์ปริมาณความต้องการใช้ในปี 2564 จะทรงตัวอยู่ในระดับเดียวกันที่ระดับ 88.8 ล้านบาร์เรล/วันด้วย

โดยราคาน้ำมันดิบที่ “ต่ำกว่า” 30 เหรียญ/บาร์เรล ส่งผลกระทบโดยตรงต่อระดับราคาขายปลีกน้ำมันภายในประเทศ ได้ปรับลดลงมา “ต่ำกว่า” 20 บาท/ลิตร ในเกือบทุกประเภท (ยกเว้นเบนซินพรีเมี่ยม) ในขณะที่ความเป็นจริงราคาน้ำมันสำเร็จรูป ณ หน้าโรงกลั่นปัจจุบันนั้นแทบจะ “ต่ำกว่า” 10 บาท/ลิตร (ยกเว้น E85) ส่งผลโดยตรงต่อ “ค่าการกลั่น” ของโรงกลั่นน้ำมันเฉลี่ยอยู่ที่ 1.67 บาท/ลิตร ในขณะที่ “ค่าการตลาด” อยู่ในระดับ 1.7-2.3 บาท/ลิตร ตามชนิดของน้ำมันสำเร็จรูป

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *