ทริสเรทติ้งลดอันดับเครดิตองค์กร ไม่มีหลักประกัน “บ. ไทยคม” เป็น “BBB+”

ทริสเรทติ้งลดอันดับเครดิตองค์กร & หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน “บ. ไทยคม” เป็น “BBB+” จาก “A-” และเปลี่ยนแนวโน้ม เป็น “Stable” จาก “Negative”

ทริสเรทติ้งลดอันดับเครดิตองค์กรและหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกันของ บริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) เป็นระดับ “BBB+” จาก “A-” และเปลี่ยนแนวโน้มอันดับเครดิตเป็น “Stable” หรือ “คงที่” จาก “Negative” หรือ “ลบ” การลดอันดับเครดิตดังกล่าวสะท้อนถึงผลการดำเนินงานของบริษัทที่ถดถอยลงและอ่อนแอกว่าที่คาดไว้อันเป็นผลจากการลดลงของอัตราการใช้ช่องสัญญาณดาวเทียมเนื่องจากการแข่งขันที่รุนแรง ตลอดจนการสูญเสียลูกค้า และภาวะทางการตลาดที่ไม่เอื้ออำนวย การลดอันดับเครดิตในครั้งนี้ยังพิจารณารวมไปถึงสถานะทางธุรกิจของบริษัทที่อ่อนแอลงจากสัญญาสัมปทานการดำเนินงานที่กำลังจะหมดอายุลงและความยากลำบากในการหาลูกค้าใหม่เพื่อดำรงกระแสรายได้ให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม ในการพิจารณาอันดับเครดิต ทริสเรทติ้งยังคำนึงถึงสถานะทางธุรกิจของบริษัทที่มีลักษณะเฉพาะในการเป็นผู้ให้บริการธุรกิจสื่อสารดาวเทียมเพียงรายเดียวในประเทศไทย ตลอดจนความรู้และความเชี่ยวชาญของบริษัทในตลาดการให้บริการธุรกิจสื่อสารดาวเทียมอีกด้วย ทั้งนี้ อันดับเครดิตยังคงสะท้อนถึงภาระหนี้ในระดับปานกลางและสภาพคล่องของบริษัทซึ่งมีเพียงพอที่จะใช้ชำระคืนหนี้สินที่จะครบกำหนดได้แม้ว่าบริษัทจะอยู่ในสภาวการณ์ที่มีผลการดำเนินงานไม่ดีก็ตาม

ประเด็นสำคัญที่กำหนดอันดับเครดิต

รายได้และกำไรยังคงลดลงอย่างต่อเนื่อง

ในช่วง 3 ปีที่ผ่าน ผลการดำเนินงานของบริษัทถดถอยลงอย่างต่อเนื่องอันเป็นผลมาจากอัตราการใช้ช่องสัญญาณดาวเทียมที่ลดลงจากการสูญเสียลูกค้า รวมถึงการแข่งขันที่รุนแรง และภาวะทางการตลาดที่ไม่เอื้ออำนวย รายได้ของบริษัทในปี 2562 อยู่ที่ระดับ 4.7 พันล้านบาท ลดลงจากระดับ 6 พันล้านบาทในปี 2561 และ 6.9 พันล้านบาทในปี 2560 ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2563 รายได้ของบริษัทยังคงลดลงที่ระดับ 26% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน โดยมาอยู่ที่ 0.97 พันล้านบาทจากการปลดระวางดาวเทียมไทยคม 5 และการลดลงของอัตราการใช้ช่องสัญญาณดาวเทียมบรอดแบนด์เป็นสำคัญ บริษัทพยายามที่จะเพิ่มรายได้จากธุรกิจใหม่ ๆ แต่จนถึงปัจจุบันรายได้จากธุรกิจใหม่ก็ยังไม่สามารถชดเชยรายได้ที่หายไปของธุรกิจดาวเทียมได้

บริษัทมีกำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่ายในปี 2562 อยู่ที่ประมาณ 1.8 พันล้านบาท ลดลงจากประมาณ 2.2 พันล้านบาทในปี 2561 และลดลงเหลือ 0.3 พันล้านบาทในช่วงไตรมาสแรกของปี 2563 จากระดับ 0.6 พันล้านบาทในไตรมาสเดียวกันของปีก่อน อัตรากำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่ายอยู่ที่ระดับราว ๆ 32% ในไตรมาสแรกของปี 2563 ลดลงจาก 38% ในปี 2562 ซึ่งเป็นผลจากการมีรายได้ที่ลดลงและต้นทุนการดำเนินงานคงที่ที่อยู่ในระดับสูง

ในช่วงปี 2563-2565 ทริสเรทติ้งคาดว่ารายได้และกำไรของบริษัทจะยังคงอยู่ภายใต้แรงกดดันต่อไปเนื่องจากสัญญาสัมปทานการดำเนินงานจะหมดอายุลงในปี 2564 ภายใต้สมมติฐานขั้นพื้นฐานของ ทริสเรทติ้งคาดว่ารายได้ที่ไม่รวมการดำเนินงานของดาวเทียมไทยคม 4 และดาวเทียมไทย 6 หลังจากหมดอายุสัมปทานจะอยู่ในช่วง 1.5-3.5 พันล้านบาทต่อปี ในขณะที่รายได้ในช่วง 3 ปีข้างหน้ามีแนวโน้มที่จะลดลงอย่างต่อเนื่อง เมื่อพิจารณาจากพื้นฐานของธุรกิจดาวเทียมที่มีต้นทุนการดำเนินงานคงที่ที่อยู่ในระดับสูงแล้ว ทริสเรทติ้งคาดว่าในช่วง 3 ปีข้างหน้า อัตรากำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่ายของบริษัทจะหดตัวลงมาอยู่ในช่วง 26%-29%

ทริสเรทติ้งคาดว่ารายได้ของบริษัทจะไม่ได้รับผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญจากการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ หรือโควิด-19 ในปี 2563 เนื่องจากบริษัทเป็นผู้ให้บริการพื้นฐานด้านการสื่อสารผ่านดาวเทียมในลักษณะการขายส่งช่องสัญญาณดาวเทียม อย่างไรก็ตาม หากภาวะเศรษฐกิจที่ตกต่ำจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ยังคงยืดเยื้อก็อาจส่งผลกระทบต่อรายได้โฆษณาของลูกค้าของบริษัทในกลุ่มธุรกิจออกอากาศทางโทรทัศน์และอาจส่งผลกระทบต่อรายได้ของบริษัทได้ อ่านเพิ่มเติม

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *