ขั้นตอนเเละวิธีการฟ้องหย่า

ฟ้องหย่า

ฟ้องหย่า ในการขอหย่าฝ่ายเดียว โดยอาศัยเหตุฟ้องหย่า ปกติความสัมพันธ์ระหว่างคู่สมรส เมื่อตอนที่ความรักยังหวานชื่น คบหากัน จากนั้นก็มีการจดทะเบียนสมรส แต่งงานกันเป็นสามีภรรยา อยู่ไปต่อมาความสัมพันธ์เริ่มจะไปกันไม่ได้ คุยกันไม่รู้เรื่อง สุดหนทางที่จะแก้ไขแล้ว ซึ่งทางสุดท้ายที่จะต้องมีการตัดสินใจนั่นคือ การตัดสินใจหย่าขาดจากกัน ในบางคู่ที่ยังพอจะคุยกันรู้เรื่องอยู่ หรือเป็นคนมีเหตุผล ทั้งคู่สามีภรรยา สามารถจูงมือกันไปจดทะเบียนการหย่าได้ แต่ว่าถ้าหากไม่ยอมหย่าขาดจากกันโดยความยินยอมทั้งสองฝ่าย ก็ต้องมาดูว่า มีเข้าเหตุแห่งการหย่าหรือไม่ ทั้งนี้เพราะถ้าในเมื่อทั้งคู่ไม่มีใจให้แก่กันแล้ว การฝืนอยู่ร่วมกันต่อไป มีแต่ทำให้สุขภาพจิตเสื่อมเสียลง และไม่เป็นผลดีกับทั้งสองฝ่าย ดังนั้นในเรื่อง การฟ้องหย่าจึงเป็นการ ฟ้องหย่าฝ่ายเดียว เมื่อคู่สมรสซึ่งจดทะเบียนสมรสกันอย่างถูกต้องตามกฎหมาย มีความประสงค์จะหย่า เราสามารถจำแนกแบ่งการหย่าออกได้เป็น 2 รูปแบบ

1.การหย่าโดยความยินยอม โดยการที่คู่กรณีทั้งสองคนตกลงกันไปจดทะเบียนหย่า ณ ที่สำนักงานเขต หรือที่ว่าการอำเภอ โดยไปจดทะเบียนหย่า ที่ใดก็ได้ไม่ได้จำเป็นที่จะต้องเป็นสำนักงานเขตหรือที่ว่าการอำเภอที่ทั้งคู่จดทะเบียนสมรส โดยคู่สามีภรรยาต้องไปพร้อมกัน ณ สถานที่ที่จดทะเบียนหย่า private detective bangkok

2.การหย่าโดยการฟ้องหย่า เมื่อศาลมีคำพิพากษาให้หย่าขาดจากกัน เรานำคำพิพากษาของศาล ไปจดทะเบียนการหย่าแทนการแสดงเจตนาของคู่กรณี เป็นการฟ้องหย่าฝ่ายเดียว ซึ่งต้องมี เหตุเเห่งการฟ้องหย่า มิเช่นนั้นจะไม่สามารถฟ้องหย่าได้ ถึงต้องมาดูว่าอะไรบ้างที่เป็น เหตุแห่งการฟ้องหย่า ซึ่งต้องวิเคราะห์ให้ดี ว่าเข้าเหตุแห่งการหย่า ตามมาตรา 1516 นี้หรือไม่ ถ้าไม่เอาเข้าเหตุแห่งการหย่า ก็ไม่ขอฟ้องหย่าฝ่ายเดียวได้

ฟ้องหย่า

หย่ากันทำไม

เรื่องการหย่าและการฟ้องอย่างนี้มันเป็นปัญหาครอบครัวด้วยส่วนหนึ่ง บางครั้งคนนอกอาจจะไม่เข้าใจปัญหานี้ และการตัดสินใจอยู่ที่คู่กรณีคือคู่สมรสทั้งสองคนนี้นั่นเอง

บางครั้งมีเหตุแห่งการฟ้องหย่าเช่น ภรรยาไปมีชู้ ผู้ชายสามีมีเหตุฟ้องหย่าแล้ว แต่บางคนอาจจะไม่ใช้สิทธิ์นี้เป็นเหตุฟ้องหย่าก็ได้ อาจจะยินยอมเนื่องจากรักภรรยาและลูกของตนเองมาก และมีการพูดคุยปรับความเข้าใจกันแล้วแบบนี้ก็ได้ เป็นเรื่องครอบครัวคนนอกไม่รู้รายละเอียดทั้งหมด

เมื่อมีเหตุฟ้องหย่า แสดงว่ามีสิทธิ์ในการใช้เหตุฟ้องหย่ามาฟ้องเป็นคดี เพื่อใช้คำพิพากษาของศาลทำให้มีการอยากจะขึ้น ซึ่งเขาอาจจะไม่ใช้สิทธิ์นั้นก็ได้ก็คือไม่ใช้สิทธิ์ฟ้องอย่างนั้นเอง

เหตุแห่งการหย่า มาตรา 1516 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

1. สามีหรือภริยาอุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องผู้อื่นฉันภริยาหรือสามี เป็นชู้หรือมีชู้ หรือร่วมประเวณีกับผู้อื่นเป็นอาจิณ อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้

2. สามีหรือภริยาประพฤติชั่ว ไม่ว่าความประพฤติชั่วนั้นจะเป็นความผิดอาญาหรือไม่ ถ้าเป็นเหตุให้อีกฝ่ายหนึ่ง

(2/1) ได้รับความอับอายขายหน้าอย่างร้ายแรง

(2/2) ได้รับความดูถูกเกลียดชัง เพราะเหตุที่เป็นสามีหรือภริยาของฝ่ายที่ประพฤติชั่ว อยู่ต่อไป หรือได้รับความเสียหายหรือเดือดร้อนเกินควร ในเมื่อเอาสภาพฐานะและความเป็นอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยามา อีกฝ่ายหนึ่งนั้นฟ้องหย่าได้

3. สามีหรือภริยาทำร้าย หรือทรมานร่างกาย หรือจิตใจ หรือหมิ่นประมาท หรือเหยียดหยามอีกฝ่ายหนึ่ง หรือบุพการีของอีกฝ่ายหนึ่ง ทั้งนี้ถ้าเป็นการร้ายแรง อีกฝ่ายหนึ่งนั้นฟ้องหย่าได้

4. สามีหรือภริยาจงใจละทิ้งร้างอีกฝ่ายหนึ่งไปเกินหนึ่งปี อีกฝ่ายหนึ่งนั้นฟ้องหย่าได้

(4/1) สามีหรือภริยาต้องคำพิพากษาถึงที่สุด ให้จำคุกและได้ถูกจำคุก เกินหนึ่งปีในความผิดที่อีกฝ่ายหนึ่งมิได้มีการกระทำความผิด หรือยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิดนั้นด้วย และการเป็นสามี ภริยาเป็นเหตุให้อีกฝ่ายหนึ่งได้รับความเสียหาย หรือเดือดร้อนเกินควร อีกฝ่ายหนึ่งนั้นฟ้องหย่าได้

(4/2) สามีและภริยาสมัครใจแยกกันอยู่ เพราะเหตุที่ไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้โดยปกติสุขตลอดมาเกินสามปี หรือเเยกกันอยู่ตามคำสั่งของศาลเป็นเวลาเกินสามปี ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้

5. สามีหรือภริยาถูกศาลสั่งให้เป็นคนสาบสูญ หรือไปจากภูมิลำเนา หรือถิ่นที่อยู่เป็นเวลาเกินสามปี โดยไม่มีใครทราบแน่ว่าเป็นตายร้ายดีอย่างไร อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้

6. สามีหรือภริยาไม่ให้ความช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูอีกฝ่ายหนึ่งตามสมควร หรือทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการที่เป็นสามีหรือภริยากันอย่างร้ายแรง ทั้งนี้ ถ้าการกระทำนั้นถึงขนาดที่อีกฝ่ายหนึ่งเดือดร้อนเกินควรในเมื่อเอาสภาพ ฐานะและความเป็นอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยามาคำนึงประกอบ อีกฝ่ายหนึ่งนั้นฟ้องหย่าได้

7. สามีหรือภริยาวิกลจริตตลอดมาเกินสามปี และความวิกลจริตนั้นมีลักษณะยากจะหายได้ กับทั้งความวิกลจริตถึงขนาดที่จะทนอยู่ร่วมกัน ฉันสามีภริยาต่อไปไม่ได้ อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้

8. สามีหรือภริยาผิดทัณฑ์บนที่ทำให้ไว้เป็นหนังสือในเรื่องความประพฤติ อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้

9. สามีหรือภริยาเป็นโรคติดต่ออย่างร้ายแรง อันอาจเป็นภัยแก่อีกฝ่ายหนึ่งและโรคมีลักษณะเรื้อรัง ไม่มีทางที่จะหายได้ ฝ่ายหนึ่งนั้นฟ้องหย่าได้

10. สามีหรือภริยามีสภาพแห่งกาย ทำให้สามีหรือภริยานั้นไม่อาจร่วมประเวณีได้ตลอดกาล อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้

เราต้องนำข้อเท็จจริงมาวิเคราะห์ว่า มันเข้าเหตุแห่งการฟ้องหย่า 1 ใน 10 ประการนี้ หรือไม่ ประการใด เมื่อมีเหตุแล้วจึงจะสามารถไปดำเนินการขอ ฟ้องหย่าฝ่ายเดียว เมื่อศาลมีคำพิพากษาและคดีถึงที่สุด บังคับให้จำเลยจดทะเบียนการหย่า แต่หากจำเลยไม่กระทำตามก็ทำการนำคำพิพากษาของศาล ให้นำใบคดีถึงที่สุดไป จดทะเบียนการหย่าแทนการแสดงเจตนาของคู่กรณี ทำให้มีการหย่าโดยคำพิพากษาเกิดขึ้นได้

ซึ่งตามข้อเท็จจริงจะต้องวิเคราะห์ดีๆว่ามีเหตุฟ้องหย่า หรือมีเหตุแห่งการฟ้องหย่า ตามที่ระบุไว้ในกฎหมายนี้หรือไม่ ถ้าหากไม่มีฟ้องไปก็ไม่มีประโยชน์ เพราะจะไม่สามารถหย่าได้นั่นเอง ดังนั้นการเล่าข้อเท็จจริงในส่วนนี้ให้กับทนายได้รับรู้จึงเป็นสิ่งสำคัญมาก สมควรเล่าข้อเท็จจริงตามจริง เพราะมันมีผลต่อรูปคดี ถ้ามันไม่มีเหตุแห่งการหย่า แล้วเรามาฟ้องร้องดำเนินคดี มันก็ไม่มีประโยชน์เพราะท่านจะเสียค่าใช้จ่ายสิ้นเปลือง

คู่สมรสบางคนอยู่กันมาตั้งนานอยากจะแยกจากกัน แต่อีกคนไม่ยินยอมจดทะเบียนหย่าให้ อีกทั้งไม่เข้าเหตุฟ้องหย่า ตามมาตรา 1516 นี้ ซึ่งต้องวิเคราะห์กันต่อไปว่าจะหย่ากันได้อย่างไร บางคนอยู่กันด้วยทิฐิ บางคนต้องการเอาชนะ คนในเมื่อใจมันไม่อยู่กันแล้วก็ไม่ต้องอยู่กันต่อไปเพราะอยู่ไปก็จะมีแต่ทะเลาะและเสียสุขภาพจิต

กว่าจะคบกันจีบเป็นแฟนกว่าจะตกลงปลงใจแต่งงานกันและจดทะเบียนสมรสนั้นใช้เวลา แต่พอจะจดทะเบียนหย่าก็ไม่สามารถพูดคุยตกลงกันได้ เมื่อใจทั้งสองคนไม่ต้องการจะอยู่ด้วยกันอีกต่อไปแล้ว การจากกันด้วยดี แค่จดทะเบียนการหย่าให้แก่กันและกัน และจัดการทรัพย์สินและจัดการเรื่องอำนาจปกครองบุตร ให้เป็นระบบระเบียบเรียบร้อย แค่นี้ก็จะ Happy Ending แล้ว

ฟ้องหย่าที่ศาลไหน

ฟ้องที่ศาลเยาวชนและครอบครัวฯ ในจังหวัด หรือเขตที่ตั้งอยู่อยู่กินกัน หรือ ศาลที่อยู่ในเขตอำนาจของภูมิลำเนาจำเลย ที่จำเลยมีทะเบียนบ้านอยู่

ฟ้องหย่าต้องเตรียมเอกสารอะไรบ้าง
  • สำเนาบัตรประชาชน ของตนเอง และจำเลย
  • ทะเบียนบ้าน ของตนเอง และจำเลย
  • ทะเบียนสมรส หรือใบสำคัญการสมรส
  • รูปถ่ายการอยู่กิน
  • พยานหลักฐานที่เกี่ยวกับเหตุหย่า
  • สูติบัตรบุตร
  • หลักฐานหรือตารางรายการสินสมรส
  • หลักฐานที่เกี่ยวกับหนี้สินในระหว่างสมรส
  • หลักฐานค่าเลี้ยงชีพ
  • หลักฐานค่าเลี้ยงดูบุตร

สิ่งที่จะต้องกระทำภายหลังการหย่า 

เมื่อมีการหย่าแล้วเราก็ต้องมีภารกิจที่จะต้องตามมาอย่างแน่นอน เพราะระหว่างจดทะเบียนสมรสเป็นคู่สามีภรรยากันก็ได้กระทำการสิ่งต่างๆไว้หลายอย่าง

1.เรื่องทรัพย์สินของสามีภรรยา ทำบัญชีทรัพย์สิน สิ่งใดเป็นสินสมรสและทรัพย์ใดเป็นสินส่วนตัวของแต่ละฝ่าย สินสมรสก็เป็นของสามีและภรรยาฝ่ายละครึ่ง แบ่งกันไปจัดสรรกันไปตามสัดส่วนของใครของมัน ต้องไปตรวจสอบดูว่าทรัพย์สินของใครมีจำนวนเท่าไหร่ ส่วนสินส่วนตัวนั้น เป็นของใครของมัน ไปยุ่งกันไม่ได้

2.เรื่องหนี้สิน ตรวจสอบเลยว่าหนี้สินไหนเป็นหนี้ร่วม หนี้สินใดเป็นหนี้ของแต่ละฝ่าย หากหนี้ใดเป็นหนี้ของสามีหรือหนี้ของภรรยาเพียงฝ่ายใดฝ่ายเดียว ผู้นั้นก็ต้องรับผิดชอบในหนี้สินด้วยตนเอง แต่หากเป็นหนี้ร่วม ทั้งสองคนสามี-ภรรยา ก็ต้องช่วยกันจัดการชำระหนี้ให้เจ้าหนี้ ซึ่งอาจจะมีหนี้สินบางส่วนที่สามีหรือภรรยาไปก่อหนี้เอาไว้แล้วไม่ได้บอกกัน ก็อาจจะได้รู้ตอนนี้ก็เป็นไปได้

3.เรื่องอำนาจปกครองบุตร สามีหรือภรรยาเป็นผู้ดูแล โดยทั่วไปผู้หญิงมักจะดูแลบุตรได้ดีกว่าผู้ชาย แต่ไม่แน่เสมอไปนะ โดยเฉพาะบุตรธิดาที่ยังเล็ก ควรมีผู้ปกครองดูแล แต่ไม่แน่เสมอไปบางกรณีผู้ชายอาจดูแลบุตรได้ดีกว่าผู้หญิงก็ได้

เสียค่าธรรมเนียมเท่าไหร่ในคดีฟ้องหย่า

  • หย่าอย่างเดียว 200 บาท ค่าส่งหมายตามอัตราที่ศาลประกาศ
  • หย่ามีสินสมรส เสียค่าธรรมเนียม 2 เปอร์เซ็นต์ และค่าส่งหมายตามอัตราที่ศาลประกาศ
  • หย่าเรียกค่าเลี้ยงชีพ เสีย 200 บาท และค่าส่งหมายตามอัตราที่ศาลประกาศ
  • หย่าเรียกค่าเลี้ยงดูบุตร เสีย 200 บาท และค่าส่งหมายตามอัตราที่ศาลประกาศ

ฟ้องหย่า ใช้ระยะเวลาประมาณเท่าใด

  • ประมาณ 2 เดือน ถึง 6เดือนในศาลชั้นต้น
  • ประมาณ 3เดือน ถึง 6เดือนในศาลอุทธรณ์

ขอยกเว้นค่าธรรมเนียมได้หรือไม่

ได้มีหลักเกณฑ์ดังนี้

1. คู่ความผู้ขอไม่สามารถเสียค่าธรรมเนียมศาลได้ โดยขอให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลในการฟ้อง หรือ ต่อสู้คดีในศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ หรือ ชั้นฎีกา ก็ได้ ตามมาตรา 155

2. กำหนดเวลายื่นคำร้อง ต้องยื่นต่อศาลชั้นต้นที่จะฟ้อง หรือที่ได้ฟ้องคดีไว้แล้ว พร้อมกับคำฟ้อง คำฟ้องอุทธรณ์ หรือคำฟ้องฎีกา คำร้องสอด หรือคำให้การ แล้วแต่กรณี แต่ถ้าบุคคลนั้นตกเป็นผู้ไม่สามารถเสียค่าธรรมเนียมศาลในภายหลัง จะยื่นคำร้องในเวลาใดๆ ก็ได้ มาตรา 156 วรรคหนึ่ง

3. การเสนอพยานหลักฐาน ผู้ร้องอาจเสนอพยานหลักฐานไปพร้อมกับคำร้อง และหากศาลเห็นสมควรไต่สวนพยานหลักฐานเพิ่มเติม ศาลจะไต่สวนโดยเร็ว มาตรา 156 วรรค 2

4. หลักเกณฑ์การอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล
4.1 เป็นที่เชื่อได้ว่าผู้ร้องไม่มีทรัพย์สินพอที่จะเสียค่าธรรมเนียมศาล หรือ
4.2 หากผู้ร้องไม่ได้รับการยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลจะได้รับความเดือดร้อนเกินสมควร เมื่อพิจารณาถึงสถานะของผู้ร้อง และในกรณีที่ผู้ร้องเป็นโจทก์ หรือ ผู้อุทธรณ์ หรือฎีกา การฟ้องร้อง หรือ อุทธรณ์ หรือ ฎีกา นั้นต้องมีเหตุอันสมควรด้วย มาตรา 156/1 วรรค 2

5. กรณีคู่ความเคยได้รับการยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลในศาลชั้นต้นมาแล้ว แล้วยื่นคำร้องนั้นในชั้นอุทธรณ์หรือฎีกาอีก ให้ถือว่าคู่ความนั้นยังไม่มีทรัพย์สินพอที่จะเสียค่าธรรมเนียมศาล หรือหากไม่ได้รับการยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลจะได้รับความเดือดร้อนเกินสมควรอยู่ ตามมาตรา 156/1 วรรค 3 เว้นแต่จะปรากฏต่อศาลเป็นอย่างอื่น

อ่านบทความน่าสนใจถัดไป สืบทรัพย์บังคับคดี

Lola
นักสืบ ชู้สาว

Leave a Comment

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *